top of page

สนามเต็ม แต่ทำไมกำไรยังน้อย? เข้าใจ Court Utilization ก่อนตัดสินใจเพิ่มคอร์ท

  • รูปภาพนักเขียน: The Elite Asset team
    The Elite Asset team
  • 49 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
สนามกีฬาในร่มช่วง Peak Hour มีผู้เล่นใช้บริการหลายคอร์ท แสดงแนวคิด Court Utilization ในธุรกิจสนามกีฬา
สนามเต็มในช่วง Peak Hour ไม่ได้หมายความว่าสนามจะมี Utilization และผลตอบแทนสูงตลอดทั้งวัน

สนามเต็มช่วงเย็น ลูกค้าจองต่อเนื่อง และบางวันแทบไม่มีคอร์ทว่าง

ภาพเหล่านี้อาจทำให้เจ้าของสนามรู้สึกว่า ธุรกิจกำลังไปได้ดี และคำถามถัดไปที่เกิดขึ้นมักเป็น

“ควรเพิ่มคอร์ทหรือยัง?”

แต่ก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่ม มีอีกคำถามที่สำคัญกว่า

สนามของเรา “เต็ม” จริง ๆ กี่ชั่วโมงต่อวัน และแต่ละชั่วโมงสร้างรายได้ได้ดีแค่ไหน?

เพราะในธุรกิจสนามกีฬา สนามเต็ม ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะสูงเสมอไป

1. อย่าดูแค่ว่า “สนามเต็ม” ให้ดู Court Utilization

สมมติสนามแห่งหนึ่งเปิดให้บริการวันละ 14 ชั่วโมง ตั้งแต่ 08.00–22.00 น.

แต่ช่วงที่มีลูกค้าจองเต็มจริง ๆ คือ 18.00–22.00 น. หรือประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน

ในมุมของผู้ประกอบการ เราอาจเห็นภาพว่า

“ช่วงเย็นสนามเต็มทุกวัน”

แต่ในมุมของการบริหารธุรกิจ ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 10 ชั่วโมงที่ต้องพิจารณาว่า คอร์ทถูกใช้งานมากน้อยเพียงใด

นี่คือเหตุผลที่ Court Utilization เป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญของธุรกิจสนามกีฬา

แนวคิดเบื้องต้นสามารถคำนวณได้จาก

Court Utilization (%) = จำนวน Court Hours ที่ถูกใช้งาน ÷ จำนวน Court Hours ที่เปิดขายทั้งหมด × 100

ตัวอย่างเช่น

สนามมี 6 คอร์ทเปิดวันละ 14 ชั่วโมง

เท่ากับมี Capacity สูงสุด

6 × 14 = 84 Court Hours / วัน

หากมีการใช้งานจริงรวม 42 Court Hours

Court Utilization จะอยู่ที่ประมาณ

42 ÷ 84 × 100 = 50%

ดังนั้น แม้ช่วงเย็นอาจเห็นสนามเต็มทุกคอร์ท แต่เมื่อมองทั้งวัน สนามอาจมี Utilization เพียง 50%

นี่เป็นคนละเรื่องกับคำว่า “สนามเต็ม”

2. Peak Hour เต็ม ไม่ได้แปลว่า Capacity ทั้งหมดเต็ม

เปรียบเทียบสนามกีฬาในร่มช่วง Off-Peak ที่มีคอร์ทว่าง กับช่วง Peak Hour ที่มีผู้เล่นเต็มสนาม
สนามเดียวกันอาจมี Utilization แตกต่างกันมากระหว่างช่วง Off-Peak และ Peak Hour การวิเคราะห์จึงควรมอง Capacity ตลอดทั้งวัน

สนามกีฬาโดยทั่วไปมักมี Demand ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา

ช่วงหลังเลิกงานและช่วงเย็นอาจมีความต้องการสูง ขณะที่ช่วงสายหรือช่วงบ่ายอาจมีคอร์ทว่างจำนวนมาก

จึงควรแยกดูอย่างน้อย 2 ช่วง

Peak Hour ช่วงเวลาที่ Demand สูง มีการจองต่อเนื่อง และมีโอกาสเต็มง่าย

Off-Peak ช่วงเวลาที่ Demand ต่ำกว่า และยังมี Capacity เหลือ

หาก Peak Hour เต็ม แต่ Off-Peak ยังมีพื้นที่เหลือมาก ปัญหาของธุรกิจอาจไม่ใช่

“คอร์ทไม่พอ”

แต่อาจเป็น

“เรายังใช้ Capacity ที่มีอยู่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ”

สองปัญหานี้ต้องใช้วิธีแก้ต่างกันอย่างมาก

3. อีกตัวเลขที่ควรรู้: Revenue per Court Hour

Infographic ตัวอย่างการคำนวณ Court Utilization สนาม 6 คอร์ท เปิด 14 ชั่วโมง มี 84 Court Hours และใช้งาน 42 ชั่วโมง คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างสนาม 6 คอร์ท เปิด 14 ชั่วโมงต่อวัน มี Capacity 84 Court Hours หากถูกใช้งาน 42 Court Hours จะมี Court Utilization 50%

นอกจากดูว่าคอร์ทถูกใช้งานมากแค่ไหน ผู้ประกอบการควรรู้ด้วยว่า

1 Court Hour สร้างรายได้ให้ธุรกิจเท่าไร

ตัวเลขนี้ช่วยให้เราเริ่มมองสนามในฐานะ “สินทรัพย์ที่ต้องสร้างรายได้” มากกว่าเพียงพื้นที่ให้เช่า

ตัวอย่างเช่น

หากสนามมีรายได้จากการใช้คอร์ท 300,000 บาทต่อเดือน และมี Court Hours ที่ถูกใช้งานจริง 1,000 ชั่วโมง

Revenue per Used Court Hour จะเท่ากับ

300,000 ÷ 1,000 = 300 บาท / Court Hour

แต่การวิเคราะห์ให้ลึกขึ้นควรดูร่วมกับราคา Peak / Off-Peak, Promotion, Package, Membership และ Revenue Stream อื่น ๆ ด้วย

เพราะ Court Hour ที่ถูกใช้งานเท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างรายได้หรือกำไรเท่ากัน

4. รายได้ไม่ควรดูเฉพาะ “ค่าเช่าคอร์ท”

ผู้บริหารสนามกีฬาวิเคราะห์ข้อมูลการจอง Court Utilization และรายได้จากคอร์ทผ่าน Dashboard
การบริหารสนามควรวิเคราะห์ทั้ง Court Utilization, ช่วงเวลาการจอง และรายได้ที่แต่ละ Court Hour สร้างขึ้น ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนลูกค้า

อีกเรื่องที่ควรพิจารณาคือ Revenue Mix

หากรายได้เกือบทั้งหมดของธุรกิจขึ้นอยู่กับค่าเช่าคอร์ทเพียงอย่างเดียว การเพิ่มรายได้จะถูกจำกัดด้วยจำนวนคอร์ทและจำนวนชั่วโมงที่สามารถขายได้

ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาว่า Business Model ของสนามสามารถมี Revenue Stream อื่นที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น

  • Coaching / Private Lesson

  • Academy

  • Membership

  • Tournament และ Event

  • Corporate Event

  • Equipment / Retail

  • Food & Beverage

  • Sponsorship หรือ Partnership

ไม่ได้หมายความว่าสนามทุกแห่งต้องมีรายได้ทุกประเภท

สิ่งสำคัญคือ Revenue Stream ต้องเหมาะกับ Customer Segment, Positioning และ Operating Model ของสนามนั้น

การเพิ่มบริการจำนวนมากโดยไม่มี Demand รองรับ อาจสร้างต้นทุนเพิ่มแทนที่จะสร้างกำไร

5. สนามเต็ม แต่กำไรยังน้อย อาจต้องกลับมาดูต้นทุน

สนามกีฬาในร่มที่มีหลายแหล่งรายได้จากค่าเช่าคอร์ท Coaching Academy ร้านอุปกรณ์กีฬา Event และ Food and Beverage
Business Model ของสนามกีฬาอาจสร้างรายได้จากหลายกิจกรรม ทั้งค่าเช่าคอร์ท Coaching, Academy, Event, Retail และ Food & Beverage

รายได้เป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการ

อีกด้านคือ Operating Cost

สนามที่มีรายได้สูงอาจไม่ได้มีกำไรสูง หากมีต้นทุนดำเนินงานสูงตามไปด้วย เช่น

ค่าไฟค่าแรงพนักงานค่าบำรุงรักษาค่าเช่าระบบปรับอากาศหรือ VentilationCleaningSoftware / Booking SystemMarketingและค่าใช้จ่ายในการบริหารอื่น ๆ

ดังนั้นคำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียง

“เดือนนี้ขายได้เท่าไร?”

แต่ควรถามต่อว่า

“รายได้ที่เพิ่มขึ้น สร้าง Contribution ให้ธุรกิจจริงเท่าไร?”

6. ก่อนเพิ่มคอร์ท ต้องรู้ก่อนว่า Bottleneck อยู่ตรงไหน

เมื่อ Peak Hour เต็มต่อเนื่อง การเพิ่มคอร์ทอาจเป็นหนึ่งในทางเลือก

แต่ไม่ควรเป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ

ก่อนลงทุนเพิ่ม ควรวิเคราะห์ว่า Bottleneck ของธุรกิจอยู่ที่ใด

ถ้า Peak Hour เต็ม แต่ Off-Peak ว่างมาก→ อาจต้องแก้ Utilization ก่อน

ถ้าคอร์ทเต็มต่อเนื่องหลายช่วงเวลาและมีลูกค้าที่ไม่สามารถจองได้→ Capacity อาจเป็นข้อจำกัดจริง

ถ้ามี Demand แต่กำไรต่ำ→ อาจต้องกลับมาดู Pricing และ Cost Structure

ถ้าต้องการเพิ่มคอร์ท แต่พื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ Circulation หรือพื้นที่ Support ไม่เพียงพอ→ ปัญหาอาจอยู่ที่ Site Capacity ไม่ใช่แค่จำนวนคอร์ท

โดยเฉพาะสำหรับโครงการที่ ยังไม่ได้ก่อสร้าง การกำหนดจำนวนคอร์ทจากความต้องการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง Site Capacity, Market, Investment Range และ Business Direction ก่อนตัดสินใจลงทุน

7. การบริหารสนาม คือการบริหาร “ทุกชั่วโมง” ของสินทรัพย์

สนามกีฬาเป็นธุรกิจที่ Capacity มีข้อจำกัด

เมื่อสร้างคอร์ทเสร็จแล้ว จำนวน Court Hours ที่สามารถขายได้ในแต่ละวันมีจำนวนจำกัด

ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียง

“ทำอย่างไรให้สนามเต็ม”

แต่ควรเป็น

“ทำอย่างไรให้ Capacity ที่ลงทุนไป สร้างรายได้และผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ซึ่งเกี่ยวข้องตั้งแต่

PricingCourt UtilizationPeak / Off-Peak ManagementRevenue MixCustomer SegmentStaffingOperating Costไปจนถึง Customer Experience

สำหรับเจ้าของสนามและผู้ที่ต้องการเข้าใจด้าน Operations มากขึ้น สามารถศึกษารายละเอียดหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร Pricing, Utilization และ Revenue ของ Sport Facility ได้ที่

สรุป

ครั้งต่อไปที่เห็นสนามเต็มช่วงเย็น อย่าเพิ่งถามว่า

“เราควรเพิ่มคอร์ทหรือยัง?”

ลองเริ่มจาก 5 คำถามนี้ก่อน

  1. Court Utilization ทั้งวันของเราเท่าไร?

  2. Peak และ Off-Peak แตกต่างกันแค่ไหน?

  3. 1 Court Hour สร้างรายได้เท่าไร?

  4. รายได้ของเราพึ่งพาค่าเช่าคอร์ทมากเกินไปหรือไม่?

  5. หลังหัก Operating Cost แล้ว แต่ละช่วงเวลาสร้างผลตอบแทนให้ธุรกิจจริงเท่าไร?

เพราะท้ายที่สุด

สนามเต็ม เป็นเพียงหนึ่ง Indicator

แต่ธุรกิจสนามกีฬาที่แข็งแรง ต้องสามารถเปลี่ยนพื้นที่ เวลา และ Capacity ที่ลงทุนไป ให้กลายเป็นรายได้และผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความคิดเห็น


นักธุรกิจอาวุโส

© 2024 by The Elite Asset

เริ่มต้นโครงการของคุณ กับเราวันนี้!

บางนา ทาวเวอร์ เอ, ชั้น 16,
2/3 หมู่ 14
ถนนเทพรัตน, ตำบลบางแก้ว,
อำเภอบางพลี,
จังหวัดสมุทรปราการ 10540
ประเทศไทย

  • Facebook
  • Line
  • Youtube
  • TikTok
bottom of page